Bangpakok Hospital

ต้อกระจก เปลี่ยนการมองเห็นอย่างไร?

4 พ.ย. 2569

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ดวงตาของเราก็ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงตามวัย เช่นเดียวกับอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย หลายคนอาจเริ่มรู้สึกว่ามองเห็นไม่ชัดเหมือนเดิม อ่านตัวหนังสือต้องใช้แสงสว่างมากขึ้น หรือขับรถตอนกลางคืนแล้วรู้สึกว่ามีแสงไฟรบกวนสายตา ซึ่งอาการเหล่านี้อาจถูกมองว่าเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของวัย หรือเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เกิดจากความเหนื่อยล้าของดวงตา

แต่รู้หรือไม่ว่า บางครั้งการที่เรารู้สึกว่ายังมองเห็นได้ตามปกติ อาจเป็นเพราะดวงตาค่อย ๆ ปรับตัวให้คุ้นชินกับการมองเห็นที่เปลี่ยนไป จนไม่ทันสังเกตว่าความสามารถในการมองเห็นกำลังลดลง โดยเฉพาะ โรคต้อกระจก ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้หลายคนกว่าจะรู้ตัวก็มีอาการมากแล้ว หากปล่อยให้ต้อกระจกดำเนินไปจนอยู่ในระยะสุกมากหรือระยะต้อสุกง่อม อาจทำให้การรักษามีความซับซ้อนและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ความดันลูกตาสูงหรือต้อหิน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทตาและการมองเห็นได้

ดังนั้น การหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของดวงตาและตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการมองเห็นที่เปลี่ยนไปไม่ใช่สิ่งที่ควรปล่อยผ่าน มาทำความเข้าใจกันว่า ต้อกระจกมีการเปลี่ยนแปลงของการมองเห็นอย่างไร และแต่ละระยะมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง


ต้อกระจก เปลี่ยนการมองเห็นอย่างไร? รู้จัก 4 ระยะของโรค

ต้อกระจก (Cataract) คือ ภาวะที่เลนส์แก้วตาซึ่งปกติมีลักษณะใส เกิดความขุ่นมัวขึ้น ทำให้แสงผ่านเข้าสู่ดวงตาได้ไม่เต็มที่และไม่สามารถโฟกัสภาพได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้การมองเห็นค่อย ๆ ลดลง โดยทั่วไปมักพบได้มากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น แต่ก็สามารถเกิดจากปัจจัยอื่นได้ เช่น โรคเบาหวาน การใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน การได้รับอุบัติเหตุบริเวณดวงตา หรือการสัมผัสรังสีอัลตราไวโอเลตเป็นเวลานาน

อาการของต้อกระจกไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด แต่จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงตามความขุ่นของเลนส์แก้วตา โดยสามารถอธิบายลักษณะการเปลี่ยนแปลงได้เป็น 4 ระยะ ดังนี้

  1. ระยะเริ่มแรก (Early Cataract) ภาพยังค่อนข้างชัด แต่เริ่มมีความมัวเล็กน้อย

ในระยะแรก เลนส์แก้วตาเริ่มมีความขุ่นเพียงเล็กน้อย ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังสามารถมองเห็นและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่อาจเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นกับดวงตา เช่น

  • มองเห็นภาพไม่คมชัดเหมือนเดิม โดยเฉพาะเมื่ออ่านหนังสือหรือมองวัตถุที่อยู่ไกล
  • รู้สึกว่าสายตาพร่ามัวเล็กน้อยเป็นบางช่วง
  • ต้องเพิ่มแสงสว่างขณะอ่านหนังสือหรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา
  • เริ่มมีปัญหาเมื่อมองในที่แสงน้อย หรือรู้สึกไวต่อแสงจ้ามากขึ้น
  • บางคนอาจต้องเปลี่ยนแว่นสายตาบ่อยขึ้น เนื่องจากค่าสายตามีการเปลี่ยนแปลง

ระยะนี้มักเป็นช่วงที่หลายคนไม่ทันสังเกต เพราะอาการยังไม่รุนแรงและอาจเข้าใจว่าเป็นเพียงสายตาที่เปลี่ยนแปลงตามวัย อย่างไรก็ตาม การตรวจสุขภาพตาจะช่วยให้ทราบถึงความผิดปกติของเลนส์แก้วตาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

  1. ระยะก่อนต้อสุก (Immature Cataract) ภาพมัวมากขึ้น คล้ายมีหมอกหรือฝ้าบาง ๆ บดบังการมองเห็น

เมื่อความขุ่นของเลนส์แก้วตาเพิ่มมากขึ้น แสงที่ผ่านเข้าสู่ดวงตาจะกระจายตัวมากกว่าเดิม ทำให้ภาพที่มองเห็นเริ่มพร่ามัวอย่างชัดเจนขึ้น แม้จะสวมแว่นสายตาหรือปรับระยะการมองแล้ว ก็อาจไม่ช่วยให้มองเห็นได้คมชัดเหมือนเดิม

อาการที่พบได้ในระยะนี้ ได้แก่

  • มองเห็นภาพคล้ายมีหมอกหรือฝ้าขาวบาง ๆ ปกคลุมอยู่ตลอดเวลา
  • อ่านตัวหนังสือขนาดเล็กได้ยากขึ้น แม้จะอยู่ในระยะใกล้
  • มองเห็นแสงไฟฟุ้งกระจาย โดยเฉพาะในเวลากลางคืน
  • ขับรถในช่วงกลางคืนลำบากขึ้น เนื่องจากแสงไฟหน้ารถหรือไฟถนนรบกวนสายตา
  • สีของสิ่งต่าง ๆ เริ่มดูซีดลงหรือไม่สดใสเหมือนเดิม
  • ต้องใช้เวลาในการปรับสายตาเมื่อต้องเปลี่ยนจากบริเวณที่สว่างไปยังบริเวณที่มืด

เมื่อเข้าสู่ระยะนี้ การมองเห็นอาจเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การทำงาน การอ่านหนังสือ หรือการเดินขึ้นลงบันได จึงควรเข้ารับการตรวจประเมินจากจักษุแพทย์ เพื่อพิจารณาความรุนแรงของต้อกระจกและแนวทางการดูแลรักษาที่เหมาะสม

  1. ระยะต้อสุก (Mature Cataract) ภาพพร่ามัวมาก รายละเอียดลดลง สีและแสงดูหม่นลง

ระยะต้อสุกเป็นช่วงที่เลนส์แก้วตามีความขุ่นมากขึ้นจนเกือบหรือขุ่นทึบทั้งหมด ส่งผลให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้ตามปกติ ทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลงอย่างชัดเจน

อาการที่อาจพบ ได้แก่

  • มองเห็นภาพพร่ามัวมากขึ้น แม้จะอยู่ในระยะใกล้หรือระยะไกล
  • มองเห็นรายละเอียดของใบหน้า ตัวหนังสือ หรือสิ่งของได้ไม่ชัดเจน
  • สีของวัตถุดูหม่นลง เหลืองลง หรือมีความแตกต่างจากที่เคยมองเห็น
  • แยกแยะสิ่งของที่มีสีใกล้เคียงกันได้ยากขึ้น
  • มองเห็นแสงไฟเป็นวงหรือแสงฟุ้งกระจายมากขึ้น
  • การทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา เช่น อ่านหนังสือ ทำอาหาร หรือเดินในพื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวาง เริ่มทำได้ยาก

ในระยะนี้อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการเดินทางและการทำกิจกรรมด้วยตนเอง จักษุแพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดต้อกระจกตามความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องรอให้ต้อกระจกสุกเต็มที่ก่อนจึงจะรักษา

 

  1. ระยะต้อสุกง่อม (Hypermature Cataract) การมองเห็นลดลงอย่างมาก อาจเห็นเพียงแสง เงา หรือรูปร่างที่เลือนราง

เป็นระยะที่ต้อกระจกมีความขุ่นและเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เลนส์แก้วตาอาจมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง เช่น เปลือกเลนส์หดตัวหรือเนื้อเลนส์เหลวลง ทำให้การมองเห็นลดลงอย่างรุนแรง

อาการที่อาจพบ ได้แก่

  • มองเห็นได้เพียงแสงหรือเงาในบางราย
  • ไม่สามารถแยกแยะรายละเอียดของวัตถุหรือใบหน้าคนได้
  • มองเห็นภาพเลือนรางจนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก
  • ไม่สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองเหมือนเดิม
  • อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การอักเสบภายในดวงตา หรือความดันลูกตาสูงจากการเปลี่ยนแปลงของเลนส์แก้วตา

ระยะนี้ถือเป็นระยะที่ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อดวงตา เช่น ต้อหินจากต้อกระจก ซึ่งหากความดันลูกตาสูงจนทำลายเส้นประสาทตา อาจส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ จึงควรได้รับการตรวจและวางแผนการรักษาโดยจักษุแพทย์โดยเร็ว ไม่ควรรอจนการมองเห็นลดลงอย่างมากแล้วจึงเข้ารับการรักษา

 

สัญญาณเตือนแบบไหนที่ไม่ควรมองข้าม?

แม้ต้อกระจกจะเป็นโรคที่มักดำเนินไปอย่างช้า ๆ แต่การเปลี่ยนแปลงของการมองเห็นบางอย่างอาจเป็นสัญญาณเตือนที่ควรได้รับการตรวจประเมิน ได้แก่

  • มองเห็นไม่ชัดเหมือนเดิม แม้จะเปลี่ยนแว่นสายตาแล้ว
  • รู้สึกเหมือนมีฝ้าหรือหมอกบังสายตาอยู่ตลอดเวลา
  • มองเห็นแสงไฟฟุ้งกระจายหรือแยงตา โดยเฉพาะในเวลากลางคืน
  • สีของสิ่งของดูหม่นลงหรือไม่สดใสเหมือนเดิม
  • ต้องเพิ่มแสงสว่างในการอ่านหนังสือหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ
  • การมองเห็นลดลงจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

หากมีอาการเหล่านี้ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและประเมินว่ามีภาวะต้อกระจกหรือความผิดปกติอื่น ๆ ของดวงตาร่วมด้วยหรือไม่ ทั้งนี้ หากการมองเห็นลดลงอย่างฉับพลัน ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที เพราะอาจไม่ได้เกิดจากต้อกระจกเพียงอย่างเดียว

 

อย่ารอให้มองไม่เห็น แล้วค่อยหันมาใส่ใจดวงตา

ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ แต่ความเปลี่ยนแปลงของการมองเห็นอาจเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนบางครั้งเราไม่ทันสังเกตว่ากำลังมีความผิดปกติเกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน หรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคตา ควรใส่ใจตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ แม้จะยังไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม เพราะการมองเห็นที่ดี ไม่ใช่แค่การมองเห็นชัดในวันนี้ แต่คือการดูแลดวงตาให้พร้อมสำหรับทุกช่วงเวลาของชีวิต



Go to top
Copyright © 2019 Bangpakok Hospital All rights reserved.