งูสวัดไม่ได้ขึ้นแค่ผิวหนัง แต่อาจลามถึงดวงตา
งูสวัดขึ้นตา ภาวะแทรกซ้อนที่ไม่ควรมองข้าม
โรคงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัส Varicella-zoster virus ซึ่งเป็นเชื้อเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส หลังจากหายจากอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสสามารถซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทของร่างกาย และกลับมาก่อโรคอีกครั้งเมื่อภูมิคุ้มกันลดลงหรือร่างกายมีปัจจัยที่เอื้อต่อการกำเริบของเชื้อ อาการที่พบได้บ่อยคือ มีผื่นแดงและตุ่มน้ำใสขึ้นเป็นแนวตามเส้นประสาท มักเกิดเพียงด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย ร่วมกับอาการปวด แสบร้อน คัน หรือไวต่อการสัมผัสผิดปกติ แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ งูสวัดสามารถเกิดบริเวณใบหน้าและกระทบต่อดวงตาได้ โดยเฉพาะเมื่อมีผื่นหรือตุ่มน้ำบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา หรือจมูก
หากเชื้อไวรัสส่งผลต่อเส้นประสาทที่เกี่ยวข้องกับดวงตา อาจทำให้เกิดการอักเสบในส่วนต่างๆ ของดวงตา และในบางรายอาจส่งผลต่อการมองเห็นได้ ดังนั้น หากสงสัยว่างูสวัดเกิดขึ้นบริเวณใบหน้าและมีอาการเกี่ยวกับดวงตาร่วมด้วย ควรเข้ารับการตรวจและรักษาโดยเร็ว
ทำไมงูสวัดบริเวณดวงตาจึงต้องระวัง?
ดวงตาเป็นอวัยวะที่มีโครงสร้างละเอียดอ่อน หากเกิดการอักเสบจากเชื้อไวรัส อาจส่งผลกระทบได้ตั้งแต่บริเวณเปลือกตาและเยื่อบุตา ไปจนถึงกระจกตา ม่านตา จอประสาทตา หรือเส้นประสาทตา ความรุนแรงของอาการแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ในบางรายอาจมีเพียงอาการตาแดง ระคายเคือง หรือน้ำตาไหล แต่หากการอักเสบเกิดขึ้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น อาจทำให้ตามัว แพ้แสง เห็นภาพผิดปกติ หรือเกิดความเสียหายต่อการมองเห็นได้ นอกจากนี้ อาการของงูสวัดบริเวณใบหน้าอาจไม่ได้เริ่มต้นพร้อมกับอาการทางตาเสมอไป จึงควรสังเกตความผิดปกติของดวงตาร่วมกับลักษณะของผื่นและตำแหน่งที่เกิดโรค
1. เกิดการอักเสบภายในดวงตา
เมื่อเชื้อไวรัสส่งผลต่อโครงสร้างภายในดวงตา อาจทำให้เกิดการอักเสบและมีอาการตาแดง ปวดตา แพ้แสง น้ำตาไหล หรือมองเห็นไม่ชัด บางรายอาจรู้สึกว่าดวงตาไวต่อแสงมากกว่าปกติ หรือรู้สึกไม่สบายตาอย่างต่อเนื่อง หากการอักเสบอยู่ในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น อาจส่งผลต่อคุณภาพการมองเห็นได้
2. เปลือกตาบวมแดงและเยื่อบุตาอักเสบ
บริเวณเปลือกตาอาจมีผื่นแดงหรือตุ่มน้ำใสตามแนวเส้นประสาท ร่วมกับอาการบวม แดง หรือเจ็บบริเวณรอบดวงตา ขณะที่เยื่อบุตาอาจเกิดการอักเสบ ทำให้มีอาการระคายเคือง แสบตา คัน ตาแดง หรือน้ำตาไหล บางรายอาจรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตา
3. กระจกตาส่วนผิวด้านนอกเกิดการอักเสบ
หากเชื้อไวรัสส่งผลต่อกระจกตาในบริเวณชั้นผิว อาจทำให้เกิดอาการเคืองตา แสบตา น้ำตาไหล หรือรู้สึกเหมือนมีเศษฝุ่นอยู่ในตา นอกจากนี้อาจมีอาการแพ้แสงและมองเห็นไม่ชัด หากมีการอักเสบหรือความผิดปกติของกระจกตา ควรได้รับการตรวจเพื่อประเมินความรุนแรงและติดตามอาการอย่างเหมาะสม
4. เนื้อกระจกตาชั้นลึกเกิดการอักเสบ
การอักเสบอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริเวณผิวกระจกตา แต่อาจเกิดขึ้นในชั้นที่ลึกลงไป ส่งผลให้กระจกตาบวม ขุ่น หรือเกิดความผิดปกติของเนื้อกระจกตา ซึ่งอาจทำให้การมองเห็นลดลงและภาพที่มองเห็นไม่คมชัด หากการอักเสบรุนแรงหรือเกิดซ้ำ อาจส่งผลต่อสุขภาพของกระจกตาในระยะยาวได้
5. ม่านตาและช่องหน้าลูกตาเกิดการอักเสบ
การอักเสบในบริเวณม่านตาหรือช่องหน้าลูกตาอาจทำให้เกิดอาการปวดตา ตาแดง โดยเฉพาะบริเวณรอบตาดำ แพ้แสง และมองเห็นไม่ชัด บางรายอาจรู้สึกปวดมากขึ้นเมื่ออยู่ในบริเวณที่มีแสงจ้า ภาวะนี้ควรได้รับการตรวจประเมินจากจักษุแพทย์ เนื่องจากการอักเสบภายในดวงตาจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
6. จอประสาทตาหรือเส้นประสาทตาเกิดการอักเสบ
หากการติดเชื้อส่งผลถึงจอประสาทตาหรือเส้นประสาทตา ถือเป็นภาวะที่ควรให้ความสำคัญ เนื่องจากโครงสร้างทั้งสองส่วนมีบทบาทสำคัญต่อการรับและส่งข้อมูลภาพไปยังสมอง อาจทำให้เกิดอาการตามัว เห็นภาพผิดปกติ หรือการมองเห็นลดลง และในบางรายอาจเกิดการสูญเสียการมองเห็นได้
ดังนั้น หากมีผื่นหรือตุ่มน้ำบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา หรือจมูก ร่วมกับอาการตาแดง ปวดตา แพ้แสง น้ำตาไหล หรือตามัว ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและรับการรักษาอย่างเหมาะสม