Bangpakok Hospital

ภูมิแพ้ในเด็ก ยิ่งสังเกตเร็ว ยิ่งดูแลได้ไว

24 ก.ค. 2569

ภูมิแพ้ในเด็ก สังเกตอย่างไร? คู่มือสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่

เด็กหลายคนมักมีอาการจาม น้ำมูกไหล ผื่นคัน หรือไอเรื้อรัง จนคุณพ่อคุณแม่เข้าใจว่าเป็นเพียงหวัดธรรมดาหรืออากาศเปลี่ยน แต่หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อย เป็นซ้ำ หรือไม่ดีขึ้นแม้ได้รับการรักษา อาจเป็นสัญญาณของ โรคภูมิแพ้ในเด็ก ซึ่งพบได้บ่อยและส่งผลต่อคุณภาพชีวิต รวมถึงการเจริญเติบโตของเด็กในระยะยาว โรคภูมิแพ้สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยทารก และลักษณะอาการจะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ หากผู้ปกครองสังเกตอาการได้ตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้เด็กได้รับการวินิจฉัยและการดูแลที่เหมาะสม ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และควบคุมอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ภูมิแพ้ในเด็กแต่ละช่วงวัย มีอาการอย่างไร?

เด็กแรกเกิด

ภูมิแพ้มักเริ่มจาก การแพ้อาหาร โดยเฉพาะนมวัว ไข่ หรือถั่วเหลือง เด็กอาจมีอาการอาเจียน ท้องเสีย ผื่นแพ้ หรือถ่ายผิดปกติ ในรายที่แพ้อย่างรุนแรงอาจมีอาการหายใจลำบาก หน้าบวม หรือเกิดภาวะแพ้รุนแรง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว เด็กที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ เช่น ภูมิแพ้อากาศ หอบหืด หรือผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง จะมีโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้ได้มากกว่าปกติ

เด็กเล็ก

เมื่อเด็กโตขึ้น อาการมักเปลี่ยนมาเป็น ภูมิแพ้ทางเดินหายใจและผิวหนัง เด็กอาจจามบ่อย น้ำมูกใส คัดจมูก ขยี้ตา ขยี้จมูก มีผื่นคัน หรือเริ่มมีอาการหอบหืด โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสฝุ่นละออง ควัน หรืออากาศที่เปลี่ยนแปลง อาการเหล่านี้อาจรบกวนการนอน การเรียนรู้ และการใช้ชีวิตประจำวัน หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

เด็กโต

ในวัยนี้ อาการจะใกล้เคียงกับผู้ใหญ่ เด็กอาจมีอาการจาม คันจมูก น้ำมูกไหล คันตา น้ำตาไหล หรือมีอาการหอบหืดกำเริบเมื่อสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ หรืออากาศเย็น หากปล่อยให้อาการเป็นเรื้อรัง อาจส่งผลต่อสมาธิ การเรียน และการทำกิจกรรมต่างๆ ของเด็ก

 

เมื่อไรควรสงสัยว่าลูกเป็นภูมิแพ้?

คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกมาพบแพทย์ หากพบว่าเด็กมีอาการดังต่อไปนี้

  • จาม น้ำมูกไหล หรือคัดจมูกเป็นบ่อย โดยเฉพาะช่วงเช้าหรือก่อนนอน
  • ผื่นคันหรือผื่นผิวหนังอักเสบที่เป็นซ้ำ
  • ไอเรื้อรัง หรือมีอาการหอบเหนื่อยเป็นประจำ
  • มีอาการผิดปกติหลังรับประทานอาหารบางชนิด
  • อาการเป็นๆ หายๆ แม้รักษาแล้วไม่ดีขึ้น

การตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงจะช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และวางแผนการรักษาได้ตรงจุด

 

การตรวจภูมิแพ้ในเด็ก ทำอย่างไร?

แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด ร่วมกับการตรวจร่างกาย เพื่อประเมินลักษณะอาการและค้นหาปัจจัยเสี่ยง จากนั้นอาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม ได้แก่

  • การตรวจเลือด เพื่อประเมินการแพ้อาหารหรือสารก่อภูมิแพ้บางชนิด
  • การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Test) เพื่อระบุสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ เชื้อรา หรือขนสัตว์

ผลการตรวจจะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาและแนะนำวิธีหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้อย่างเหมาะสม

 

การเตรียมตัวก่อนตรวจภูมิแพ้

เพื่อให้ผลการตรวจมีความแม่นยำ ควรเตรียมตัวดังนี้

  • งดยาแก้แพ้อย่างน้อย 7 วัน ก่อนเข้ารับการทดสอบทางผิวหนัง
  • แจ้งโรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่ทุกชนิดต่อแพทย์ เนื่องจากยาบางชนิดอาจต้องหยุดใช้ก่อนตรวจ
  • งดทายาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์บริเวณที่จะทำการทดสอบ เพราะอาจส่งผลต่อความแม่นยำของผลตรวจ

รู้เร็ว ดูแลได้ก่อนอาการรุนแรง

โรคภูมิแพ้ในเด็กไม่ใช่โรคที่หายได้เองเสมอไป แต่หากได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรก พร้อมดูแลและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้อย่างเหมาะสม ก็สามารถควบคุมอาการ ลดการกำเริบ และช่วยให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ หากลูกมีอาการจามเรื้อรัง น้ำมูกไหล ผื่นคัน หรือหอบหืดเป็นประจำ ไม่ควรปล่อยไว้ เพราะการเข้ารับการตรวจและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เด็กเติบโตได้อย่างแข็งแรง และใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มศักยภาพ




Go to top
Copyright © 2019 Bangpakok Hospital All rights reserved.