รู้จัก H. pylori สาเหตุสำคัญ ของมะเร็งกระเพาะอาหาร
H. pylori เชื้อร้ายที่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร
ในปัจจุบัน หลายคนมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา ชอบอาหารรสจัด ดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ รวมถึงมีความเครียดจากการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน จนทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด จุกแน่นลิ้นปี่ หรือแสบท้องอยู่บ่อยครั้ง หลายคนมักเข้าใจว่าอาการเหล่านี้เป็นเพียง "โรคกระเพาะ" ทั่วไป และเลือกซื้อยามารับประทานเองโดยไม่ได้รับการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง แต่ในความเป็นจริง อาการดังกล่าวอาจเกิดจากการติดเชื้อ H. pylori (Helicobacter pylori) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่สามารถอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหาร และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระเพาะอาหาร แผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงมะเร็งกระเพาะอาหารในอนาคต
H. pylori คืออะไร?
H. pylori หรือ Helicobacter pylori เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่สามารถอาศัยอยู่บริเวณเยื่อบุกระเพาะอาหารได้ แม้ว่ากระเพาะอาหารจะมีกรดที่มีความเป็นกรดสูงก็ตาม เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะสามารถก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร แผลในกระเพาะอาหาร และแผลในลำไส้เล็กส่วนต้นได้องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้เชื้อ H. pylori เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร เนื่องจากการอักเสบเรื้อรังที่เกิดขึ้นเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้เซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปสู่ภาวะมะเร็งได้
เชื้อ H. pylori ติดต่อได้อย่างไร?
เชื้อ H. pylori สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ โดยเฉพาะในครอบครัวหรือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกัน ผ่านวิธีต่างๆ เช่น
- รับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ
- ใช้ภาชนะ ช้อน แก้วน้ำ หรืออุปกรณ์รับประทานอาหารร่วมกับผู้ติดเชื้อ
- การสัมผัสน้ำลายของผู้ติดเชื้อ
- สุขอนามัยในการรับประทานอาหารและการล้างมือที่ไม่เหมาะสม
แม้เชื้อจะสามารถติดต่อได้ แต่ผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ เนื่องจากไม่มีอาการแสดงชัดเจน
อาการของการติดเชื้อ H. pylori
ผู้ติดเชื้อบางรายอาจไม่มีอาการใดๆ เลย แต่ในบางรายอาจเริ่มมีอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร เช่น
- ปวดท้องหรือจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่
- ท้องอืด แน่นท้อง
- เรอบ่อยผิดปกติ
- คลื่นไส้หรือแสบท้อง
- อิ่มเร็ว เบื่ออาหาร
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
หากปล่อยให้อาการเหล่านี้เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา อาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมาได้
H. pylori อันตรายกว่าที่คิด
หลายคนอาจคิดว่าการติดเชื้อ H. pylori เป็นเพียงโรคกระเพาะทั่วไป แต่ความจริงแล้วเชื้อนี้สามารถก่อให้เกิดโรคที่รุนแรงได้หลายชนิด ได้แก่
โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหารอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีอาการปวดท้อง จุกแน่น หรือแสบท้องเป็นๆ หายๆ
แผลในกระเพาะอาหาร เมื่อเยื่อบุกระเพาะอาหารถูกทำลายจากการอักเสบ อาจเกิดเป็นแผลในกระเพาะอาหาร ส่งผลให้ปวดท้องมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาหิวหรือหลังรับประทานอาหาร
แผลในลำไส้เล็กส่วนต้น เชื้อ H. pylori เป็นสาเหตุสำคัญของแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องเรื้อรังและส่งผลต่อคุณภาพชีวิต
มะเร็งกระเพาะอาหาร ผู้ที่ติดเชื้อ H. pylori เป็นเวลานานมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารร่วมด้วย
ใครบ้างที่ควรตรวจหาเชื้อ H. pylori?
การตรวจหาเชื้อ H. pylori มีความสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงหรือมีอาการผิดปกติ ได้แก่
- ปวดท้องหรือจุกแน่นลิ้นปี่เรื้อรัง
- เป็นโรคกระเพาะอาหารบ่อย
- มีประวัติแผลในกระเพาะอาหาร
- ท้องอืด แน่นท้อง หรือเรอบ่อยเป็นประจำ
- มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร
- รับประทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เป็นประจำ
หากอยู่ในกลุ่มดังกล่าว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินอย่างเหมาะสม
ตรวจ H. pylori ได้อย่างไร?
ปัจจุบันสามารถตรวจหาเชื้อ H. pylori ได้หลายวิธี เช่น
- การส่องกล้องทางเดินอาหารและเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อตรวจ
- การตรวจลมหายใจ (Urea Breath Test)
- การตรวจอุจจาระ
- การตรวจเลือดในบางกรณี
โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกวิธีการตรวจที่เหมาะสมกับอาการและความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
ป้องกัน H. pylori ได้อย่างไร?
แม้จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการ
- รับประทานอาหารที่สะอาดและปรุงสุก
- ล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
- หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
- ดื่มน้ำสะอาด
- เข้ารับการตรวจเมื่อมีอาการผิดปกติเรื้อรัง
อย่าปล่อยให้อาการปวดท้องเรื้อรังเป็นเรื่องปกติ
อาการปวดท้อง ท้องอืด จุกแน่นลิ้นปี่ หรือแสบท้องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง อาจไม่ใช่เพียงโรคกระเพาะทั่วไป แต่เป็นสัญญาณเตือนของการติดเชื้อ H. pylori ซึ่งหากได้รับการตรวจพบและรักษาตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคแทรกซ้อนและมะเร็งกระเพาะอาหารได้
หากมีอาการดังกล่าวต่อเนื่อง ไม่ควรละเลย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อสุขภาพกระเพาะอาหารที่ดีในระยะยาว