Bangpakok Hospital

ทำความเข้าใจ ภาวะหนังตาตก กับผลกระทบต่อการมองเห็น

4 ก.พ. 2569

ในปัจจุบัน ผู้คนใช้สายตาอย่างหนักในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์การใช้งานสมาร์ตโฟนเป็นเวลานาน หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ ล้วนส่งผลให้ดวงตาต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสังคมที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และความมั่นใจ ทำให้ปัญหาเกี่ยวกับดวงตา โดยเฉพาะ “ภาวะหนังตาตก” เริ่มพบได้บ่อยขึ้นในทุกช่วงวัย

หนังตาตกไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านความสวยงามเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อการมองเห็น บุคลิกภาพ และคุณภาพชีวิต หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพตาในระยะยาวได้ การทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถดูแลดวงตาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับตนเอง


หนังตาตก คืออะไร?

หนังตาตก (Ptosis) คือ ภาวะที่หนังตาบนหย่อนต่ำกว่าระดับปกติ อาจหย่อนเพียงเล็กน้อยหรือหย่อนมากจนบดบังม่านตาในบางส่วน หรือในรายที่รุนแรงอาจบังแนวการมองเห็นได้
ภาวะนี้สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ส่งผลให้ดวงตาดูปรือ ดูอ่อนล้า ง่วงนอนตลอดเวลา และทำให้ใบหน้าดูมีอายุมากกว่าความเป็นจริง

ในกรณีที่หนังตาตกมาก อาจทำให้

  • มองเห็นไม่ชัด
  • ต้องเงยหน้าหรือเลิกคิ้วตลอดเวลา
  • เกิดอาการปวดศีรษะหรือเมื่อยล้ากล้ามเนื้อรอบดวงตา
  • กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การอ่านหนังสือ ขับรถ หรือทำงานหน้าจอ

 

สาเหตุของหนังตาตก

หนังตาตกสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ดังนี้

1. อายุที่เพิ่มมากขึ้น

เมื่ออายุมากขึ้น ผิวหนังและเนื้อเยื่อรอบดวงตาจะเสื่อมสภาพตามวัย
กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ยกเปลือกตาจะหย่อนตัวลง ทำให้เกิดหนังตาตกและความหย่อนคล้อยของผิวหนัง

2. กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

กล้ามเนื้อที่ใช้ยกหนังตาทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้ไม่สามารถลืมตาได้กว้างเหมือนปกติ
อาจเกิดจากโรคทางระบบประสาทหรือโรคกล้ามเนื้อบางชนิด

3. ไขมันสะสมที่เปลือกตามาก

เมื่อมีไขมันสะสมบริเวณเปลือกตามาก จะทำให้หนังตาดูหนาและหนัก
ส่งผลให้ชั้นหนังตาบดบังชั้นตา ทำให้ดูเหมือนหนังตาตก แม้กล้ามเนื้อยังทำงานปกติ

4. ความผิดปกติของกล้ามเนื้อตาตั้งแต่กำเนิด

เช่น ภาวะตาขี้เกียจ หรือกล้ามเนื้อยกหนังตาพัฒนาไม่สมบูรณ์
เด็กที่มีภาวะนี้ หากปล่อยไว้นาน อาจส่งผลต่อการพัฒนาการมองเห็นในอนาคต

5. ศัลยกรรมรอบดวงตาที่ผิดพลาด

เช่น การทำตาสองชั้นหรือผ่าตัดรอบดวงตา
อาจกระทบต่อกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาท ทำให้เกิดภาวะหนังตาตกตามมา

 

อาการที่พบบ่อยของผู้ที่มีหนังตาตก

  • ตาดูปรือ ง่วงตลอดเวลา
  • มองเห็นไม่ชัด หรือเห็นไม่เต็มลานสายตา
  • ต้องเงยหน้า หรือเลิกคิ้วเพื่อช่วยให้มองเห็น
  • รู้สึกปวดตา ปวดศีรษะจากการใช้สายตา
  • ใบหน้าดูอ่อนล้า ดูมีอายุมากกว่าปกติ
  • ในเด็กอาจมีพัฒนาการการมองเห็นช้ากว่าปกติ

 

หนังตาตกแก้ไขอย่างไรได้บ้าง?

1. การผ่าตัดรักษาหนังตาตก

เป็นวิธีที่ช่วยแก้ไขปัญหาการทำงานของเปลือกตาโดยตรง แพทย์จะปรับกล้ามเนื้อที่ใช้ยกหนังตา เพื่อให้ลืมตาได้ดีขึ้นและช่วยให้การมองเห็นชัดขึ้น
เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาหนังตาตกจนกระทบต่อการมองเห็นหรือการใช้ชีวิตประจำวัน

ข้อดี

  • ช่วยให้ลืมตาได้กว้างขึ้น
  • ลดปัญหามองเห็นไม่ชัด
  • ใบหน้าดูสดใสขึ้น

 

2. การรักษาด้วยยา

ใช้ในกรณีที่หนังตาตกเกิดจากโรคบางชนิด หรือการอักเสบของกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาท เป็นการรักษาเพื่อควบคุมอาการของโรคต้นเหตุ แต่ไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างหนังตาที่หย่อนคล้อยได้โดยตรง

 

3. การศัลยกรรมเพื่อความสวยงาม

เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านรูปลักษณ์เป็นหลัก เช่น หนังตาตกเล็กน้อย ชั้นตาไม่ชัด หรือดวงตาดูไม่สดใส แพทย์จะปรับรูปทรงตาให้ดูโต สดใส และสมดุลกับใบหน้า

จุดประสงค์หลัก

  • เพิ่มความสวยงาม
  • ทำให้ดวงตาดูมีมิติ
  • เสริมความมั่นใจ

 

ควรพบแพทย์เมื่อใด?

ควรเข้ารับการตรวจหากมีอาการดังต่อไปนี้

  • หนังตาตกมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • มองเห็นไม่ชัด หรือเห็นภาพซ้อน
  • ปวดตา ปวดศีรษะร่วมด้วย
  • เด็กที่มีหนังตาตกตั้งแต่กำเนิด
  • หนังตาตกหลังผ่าตัดหรือได้รับอุบัติเหตุ

การตรวจโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยประเมินสาเหตุที่แท้จริง และเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

หนังตาตกเป็นภาวะที่พบได้บ่อย และสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากอายุที่เพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ไขมันสะสม ความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด หรือภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด หากปล่อยไว้อาจส่งผลต่อการมองเห็น บุคลิกภาพ และคุณภาพชีวิต การรักษามีทั้งการใช้ยา การผ่าตัดรักษาทางการแพทย์ และการศัลยกรรมเพื่อความสวยงาม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด



 
Go to top
Copyright © 2019 Bangpakok Hospital All rights reserved.