Bangpakok Hospital

หน้าฝนนี้ต้องระวัง โรค มือ เท้า ปาก

22 ก.ค. 2568

ฤดูฝนนอกจากอากาศที่เย็นชื้นและฝนที่ตกแทบทุกวัน สิ่งที่มาพร้อมกับฤดูกาลนี้เสมอคือ เชื้อโรค ที่แพร่กระจายได้ง่ายในสภาพอากาศชื้น โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง หนึ่งในโรคที่มักระบาดหนักช่วงนี้ก็คือ โรค มือ เท้า ปาก ซึ่งสามารถติดต่อกันได้ง่ายในศูนย์เด็กเล็ก หรืออนุบาล และหากไม่รีบสังเกตหรือดูแล อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้อย่างคาดไม่ถึง พ่อแม่ ผู้ปกครอง และคุณครูควรรู้เท่าทัน สังเกตอาการ และเรียนรู้วิธีป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อปกป้องลูกน้อยให้ปลอดภัยในฤดูฝนนี้

โรคมือ เท้า ปาก คืออะไร?

โรคมือ เท้า ปาก (Hand, Foot and Mouth Disease: HFMD) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน เนื่องจากเป็นช่วงที่มีความชื้นสูง เอื้อต่อการแพร่กระจายของเชื้อ

เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ ได้แก่

  • Coxsackievirus A16 (พบบ่อย อาการไม่รุนแรง)
  • Enterovirus 71 (EV71) (รุนแรงกว่ามาก เสี่ยงภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ หรือระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว)

การติดเชื้อเกิดจากการสัมผัสกับน้ำลาย น้ำมูก อุจจาระ ตุ่มพอง หรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย โดยติดต่อได้ง่ายในเด็กเล็กที่อยู่รวมกัน เช่น ในศูนย์เด็กเล็กหรือโรงเรียนอนุบาล

อาการของโรคมือ เท้า ปาก

อาการของโรคจะเริ่มแสดงหลังได้รับเชื้อประมาณ 3-7 วัน มีอาการดังนี้:

  • มีไข้ ปวดศีรษะ
  • เจ็บคอ เบื่ออาหาร
  • มีแผลในช่องปาก กระพุ้งแก้ม ลิ้น หรือเหงือก ทำให้กินไม่ได้
  • ผื่นหรือตุ่มพองบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือก้น
  • เด็กบางรายอาจร้องไห้ไม่หยุด งอแง หรือซึมมาก
  • หากติดเชื้อ EV71 อาจมีอาการรุนแรง เช่น ชัก สมองอักเสบ อัมพาต กล้ามเนื้ออ่อนแรง หายใจลำบาก หรือเสียชีวิตในกรณีรุนแรง

 

วิธีป้องกันโรคมือ เท้า ปาก ที่ผู้ปกครองควรใส่ใจ

ถึงแม้โรคมือ เท้า ปาก จะยังไม่มียารักษาเฉพาะ แต่ เราสามารถลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ และลดความรุนแรงของโรคได้ด้วยการดูแลป้องกันอย่างรอบด้าน ดังนี้ 

1. ฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ EV71

  • เชื้อ Enterovirus 71 (EV71) เป็นสาเหตุหลักของโรคมือ เท้า ปากที่รุนแรง
  • อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น สมองอักเสบ ชัก หรือระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว
  • วัคซีน EV71 เป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูง ลดโอกาสเกิดอาการรุนแรง
  • เหมาะสำหรับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยแนะนำฉีดครบตามกำหนด

2. ล้างมือบ่อย ๆ ให้ถูกวิธี

  • ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่
  • โดยเฉพาะ ก่อนกินอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังเปลี่ยนผ้าอ้อม

3. ทำความสะอาดของใช้และของเล่นเด็ก

  • ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำร้อนล้างของเล่นทุกวัน
  • ไม่ใช้ของร่วมกันกับเด็กที่มีอาการป่วย

4. หลีกเลี่ยงพื้นที่แออัด

  • ลดโอกาสสัมผัสเชื้อในที่ชุมชน เช่น สนามเด็กเล่น ห้าง หรือศูนย์เด็กเล็ก

5. หยุดเรียนเมื่อมีอาการ

  • หากเด็กมีไข้ มีผื่น หรือแผลในปาก ควรหยุดเรียนอย่างน้อย 7 วัน หรือจนกว่าจะหาย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

 

ภาวะแทรกซ้อนที่ควรระวัง

โดยทั่วไปโรคนี้สามารถหายเองได้ภายใน 7-10 วัน แต่อาจมีภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย ได้แก่

  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • สมองอักเสบ
  • กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
  • ภาวะไหลเวียนโลหิตล้มเหลว
  • ระบบหายใจล้มเหลว

หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันที

  • ไข้สูงไม่ลดภายใน 2 วัน
  • ซึม ไม่กิน ไม่เล่น
  • หายใจเร็ว หอบ เหนื่อย
  • แขนขาอ่อนแรง ชัก หรือหมดสติ

การรักษา

ยังไม่มี ยาฆ่าไวรัสที่จำเพาะเจาะจง ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ เช่น

  • ให้ยาลดไข้
  • ให้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่ (ORS) หากมีอาการขาดน้ำ
  • ให้ยาทาในปากเพื่อลดเจ็บแผล
  • เน้นให้พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ



Go to top
Copyright © 2019 Bangpakok Hospital All rights reserved.