ไขข้อข้องใจ กับไวรัสตับอักเสบ A

ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) เป็นโรคติดต่อที่แพร่กระจายผ่านอาหาร น้ำ และการสัมผัสสิ่งปนเปื้อน แม้ไม่ทำให้เกิดโรคเรื้อรัง แต่สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตได้ การป้องกันทำได้ง่ายด้วยการฉีดวัคซีน รักษาสุขอนามัย และเลือกรับประทานอาหารที่สะอาด การรู้เท่าทันโรคจะช่วยลดความเสี่ยงและปกป้องสุขภาพของคุณและคนรอบข้าง
สาเหตุและการแพร่กระจายของไวรัสตับอักเสบเอ
เชื้อไวรัสตับอักเสบเอสามารถติดต่อได้ทางอาหาร น้ำ และการสัมผัสสิ่งปนเปื้อนจากผู้ติดเชื้อโดยตรง ช่องทางการแพร่กระจายหลัก ได้แก่
-
การรับประทานอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ
- อาหารที่ไม่สะอาด เช่น อาหารดิบ อาหารที่ปรุงไม่สุก หรือผักผลไม้ที่ล้างไม่สะอาด อาจมีเชื้อไวรัสปนเปื้อน
-
การสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ
- ผู้ที่ดูแลผู้ป่วยโดยไม่ล้างมือให้สะอาด อาจนำเชื้อไปแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้
-
การใช้สิ่งของร่วมกัน
- การใช้ช้อน ส้อม แก้วน้ำ หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย อาจเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อ
-
การปนเปื้อนจากห้องน้ำสาธารณะ
- ไวรัสสามารถแพร่กระจายผ่านอุจจาระของผู้ติดเชื้อ หากไม่มีการล้างมือหลังใช้ห้องน้ำ
อาการของไวรัสตับอักเสบเอ
อาการของโรคอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสุขภาพของแต่ละบุคคล โดยเฉลี่ยจะปรากฏอาการหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 2-6 สัปดาห์ อาการที่พบบ่อย ได้แก่
- อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
- มีไข้ต่ำ ๆ
- ปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณชายโครงขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ
- ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด
- ตัวเหลือง ตาเหลือง
ในบางราย โดยเฉพาะในเด็ก อาจไม่มีอาการแสดงชัดเจน แต่ยังสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้
ภาวะแทรกซ้อนของโรค
แม้ว่าไวรัสตับอักเสบเอจะไม่ทำให้เกิดโรคเรื้อรังเหมือนไวรัสตับอักเสบบีหรือซี แต่ในบางกรณีอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น
-
ภาวะตับวายเฉียบพลัน (Acute Liver Failure)
- พบได้น้อย แต่มีโอกาสเกิดขึ้นในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคตับมาก่อน
-
ภาวะขาดน้ำและสารอาหาร
- เนื่องจากมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และเบื่ออาหาร
การวินิจฉัย
หากสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ แพทย์อาจทำการตรวจเลือดเพื่อตรวจหา แอนติบอดีชนิด IgM anti-HAV ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อในระยะเฉียบพลัน
การรักษาไวรัสตับอักเสบเอ
ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่จำเพาะสำหรับโรคนี้ แต่ส่วนใหญ่ผู้ป่วยสามารถหายเองได้ภายใน 1-2 เดือน การดูแลรักษาจะเน้นที่การบรรเทาอาการ และช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น เช่น
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และยาที่มีผลต่อตับ
- รับประทานอาหารที่ย่อยง่ายและมีประโยชน์
วิธีป้องกัน
1. ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ
การฉีดวัคซีนเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูง และผู้ที่ควรฉีดวัคซีน ได้แก่
- เด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่ทำงานด้านอาหาร และสุขอนามัย
- ผู้ที่เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค
- ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง
2. รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล
- ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังใช้ห้องน้ำ
- เลือกรับประทานอาหารที่สะอาด และปรุงสุกใหม่
- หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำที่ไม่ผ่านการกรอง หรือไม่สะอาด
3. หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกัน
- อย่าใช้ภาชนะ ช้อนส้อม หรือแก้วน้ำร่วมกับผู้อื่น เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ